แฝดน้องสุดช็อกกลับบ้านเจอแฝดพี่ผูกคอตายกับตู้เสื้อผ้า

แฝดน้องสุดช็อกกลับบ้านเจอแฝดพี่ผูกคอตายกับตู้เสื้อผ้า

          สาวฝาแฝดวัย 18 คนน้องสุดสะเทือนใจเมื่อกลับจากงานเลี้ยงพบคู่แฝดคนพี่ของตนผูกคอตาย

(8 มิ.ย.) เว็บไซต์ เดอะซัน ของอังกฤษ รายงานเรื่องราวสุดสะเทือนใจ เมื่อสาวฝาแฝดวัย 18 ปี รายหนึ่งได้ผูกคอตาย ท่ามกลางรูปถ่ายของครอบครัวและคู่แฝดคนน้องกลับมาพบเพียงแค่ร่างไร้วิญญาณของพี่

แหล่งข่าวเปิดเผยรายละเอียดว่า Heather Blower และ Heidi Blower เป็นพี่น้องฝาแฝด วัย 18 ปี แต่ได้เกิดเรื่องราวสะเทือนใจขึ้น หลังจากที่ทั้งคู่ได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แต่แฝดพี่ขอกลับบ้านก่อน และเมื่อแฝดคนน้องตามกลับมายังที่พัก กลับเห็นภาพอันสะเทือนใจเมื่อพี่สาวแฝดของเขาแขวนคอตัวเองกับตู้เสื้อผ้าจนเสียชีวิตแล้ว ใกล้กันพบภาพถ่ายครอบครัวตกอยู่ในที่เกิดเหตุ

Heidi บอกว่า คู่แฝดของเธอ มีภาวะเครียดมานานแล้ว คืนเกิดเหตุเราได้ออกไปเที่ยวกับเพื่อนในงาน Boxing Day ซึ่งโดยปกติเราสองคนมักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน จนกลายเป็นคู่ที่ไม่ยอมห่างกัน แต่ในครั้งนี้ Heather บอกว่าง่วงนอน อยากกลับบ้าน และได้ขอกลับไปก่อนและในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลับมาพบกับเรื่องราวที่สุดสะเทือนใจ

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้านี้ Heather เคยบอกกับเพื่อนของเธอว่า เธออยากตาย แต่ในช่วงหลังๆ พบว่า สภาพอารมณ์ของเธอดีขึ้นแล้ว หลังจากได้รับยาคลายเครียด และในงาน Boxing Day เธอยังบอกอีกว่า เธออยากตายจริงๆ แต่รู้สึกดีใจที่ห้ามตัวเองไม่ให้คิดฆ่าตัวตายได้ ทั้งยังบอกว่ารักเพื่อนทุกคน อยากอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่อยากจากไปไหน

ในคืนเกิดเหตุ Heather ได้ดื่มเบียร์ไปประมาณ 3-4 กระป๋อง และแอบยังดื่มวอดก้ากับน้ำอัดลมเข้าไปด้วย ทั้งๆ ที่เขาไม่ชอบให้เธอดื่ม

หลังเกิดเหตุ Heidi ได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นซึ่งพบว่า Heather น่าจะต้องการฆ่าตัวตายจริงๆ เพราะเธอพูดอยู่ตลอดเวลาว่าอยากกลับบ้าน และอยากจะนอน อีกทั้งยังบอกรักและพูดถึงความรู้สึกดีที่มีต่อกัน

ทางด้านแม่ของคู่แฝด เล่าว่า ลูกสาวทั้งสองคนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก พวกเธอเรียนไปเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน แต่แล้ว Heather หยุดเรียนเอาแต่อยู่กับบ้าน ไม่ค่อยยอมออกไปไหน แล้วก็เริ่มมีอาการวิตกกังวล เธอจะง่วงนอนตลอด ไม่ค่อยจะยอมแต่งเนื้อแต่งตัว แต่หลังจากที่ได้เข้ารับการรักษาและได้ยาคลายเครียด อารมณ์ดูเหมือนจะดีขึ้นมา

ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว เธอจะออกไปเที่ยวกับคู่แฝด และเพื่อนบ้าง แม้จะไม่บ่อย แต่ก็เห็นพัฒนาการในด้านที่ดีขึ้น 4 สัปดาห์ก่อนหน้าที่เธอจะเสียชีวิต เธอยังบอกว่าเธอต้องกลับมาใช้ยาคลายเครียดอีก เพราะเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี นอกจากนั้นยังขอบพูดถึงสวรรค์ และพูดถึงเรื่องการจัดงานศพของตนเอง

แม่ของคู่แฝดเล่าด้วยว่า ในงานคริสต์มาสของครอบครัว บุตรสาวของเธอก็ดูมีความสุขดี ไม่คิดว่าเธอจะตัดสินใจจากไปเช่นนี้ แต่เชื่อว่าเธอตัดสินใจและตั้งใจที่จะปลิดชีพของตนเองจริงๆ แต่ไม่มีโอกาส เพราะที่ผ่านมา ทางครอบครัวไม่เคยปล่อยให้เธออยู่โดยลำพัง

ที่มา:sanook

ปริศนาใหม่ อียิปต์แอร์ MS804 อาจตกเพราะสะเก็ดดาวตก

ปริศนาใหม่ อียิปต์แอร์ MS804 อาจตกเพราะสะเก็ดดาวตก

สื่อนอกสันนิษฐานการตกของ อียิปต์แอร์ MS804 พบข้อมูลใหม่ อาจเป็นเพราะสะเก็ดดาวตกที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อนเครื่องบินประสบเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ข้อสันนิษฐานปริศนาเหตุเครื่องบินตก อียิปต์แอร์ เที่ยวบิน MS804 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนจะพบชิ้นส่วนบริเวณทะเลเมดิเตอเรเนียน การสืบสวนหาสาเหตุยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุดพบข้อมูลว่าอาจจะเกี่ยวกับสะเก็ดดาวตก

ตามรายงานจาก สำนักข่าว เดอะ มิเรอร์ ของอังกฤษ เปิดเผยว่า มีข้อมูลระบุว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีอุกกาบาตหรือสะเก็ดดาวขนาด 10,000 ตัน เข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศโลก ด้วยความเร็ว 67,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะถูกเผาผลาญกลายเป็นลูกไฟ แตกออกเป็นชิ้นๆ ตกกระจายไปในหลายพื้นที่ของโลก

ข้อมูลยังระบุว่า สะเก็ดดาวตกที่เกิดขึ้น ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่สุด คาดว่าตกในประเทศอาร์เจนตินา ส่วนชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีขนาดราวๆ 5-60 เซนติเมตร ตกลงในพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่เกาะกรีนแลนด์ ไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย ในช่วงวันที่ 18-20 พฤษภาคมที่ผ่านมา

รวมทั้งพื้นที่ตะวันออกกลางก็เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสะเก็ดดาวตก ทำให้ข้อมูลถูกโยงไปถึงสาเหตุการตกของเที่ยวบิน MS804 อียิปต์แอร์ ที่ตกลงสู่ทะเลเมดิเตอเรเนียน ขณะกำลังจะลงจอดที่สนามบินอียิปต์ ราวๆ 20 นาที

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่เกิดขึ้น ยังไม่มีชี้เฉพาะเจาะจงว่า อียิปต์แอร์ ถูกสะเก็ดดาวตกพุ่งชนใส่ แต่สำหรับในพื้นที่ดังกล่าว ประเทศรัสเซียเคยออกประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับสะเก็ดดาวตก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักเกิดเหตุเช่นนี้บ่อยและมีความเสี่ยงต่อการจราจรทางอากาศ

ที่มา:hot news

ดังข้ามคืน! คู่รักไต้หวันล้อเลียน เทรนด์ฮิตถ่ายรูปจูงมือกัน

ดังข้ามคืน! คู่รักไต้หวันล้อเลียน เทรนด์ฮิตถ่ายรูปจูงมือกัน

ดังข้ามคืน! คู่รักไต้หวันล้อเลียน เทรนด์ฮิตถ่ายรูปจูงมือกัน

คู่รักไต้หวันไม่จำเจ ถ่ายรูปฮันนีมูนล้อเลียนเทรนด์ฮิตของคู่รักทั่วโลก ทั้งจิก ทั้งดึง ทั้งกระชาก เป็นภาพถ่ายตลกๆ ที่ฮิตไปทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คู่รักชาวไต้หวันกลายเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกเพียงแค่ข้ามคืน หลังรูปถ่ายของพวกเขาถูกแชร์ส่งต่อไปเป็นวงกว้าง เนื่องจากพวกเขาล้อเลียนเทรนด์ถ่ายรูปสุดฮิตของคู่รัก “จูงมือไปด้วยกัน” แต่เปลี่ยนเป็นอิริยาบถที่ฮาร์ดคอร์ขึ้นกว่า

ตามรายงานะบุว่า แองเนส เฉิน และ ฟอร์เรสต์ หลู่ คู่รักชาวไต้หวันที่เดินทางไปท่องเที่ยวฉลองฮันนีมูนกันที่เกาะฮาวาย สหรัฐอเมริกา ได้ลงภาพถ่ายสุดประทับใจต่างๆ ลงในโซเชียลมีเดีย ก่อนที่ภาพของพวกเขาจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

โดยลีลาการถ่ายภาพของคู่รักคู่นี้ ทำล้อเลียนเทรนด์ถ่ายรูป “Follow Me To” ที่เป็นการถ่ายภาพของคู่รัก ฝ่ายหญิงเดินนำหน้าและจูงมือฝ่ายชายที่เผยให้เห็นเหมือนกำลังเดินตามอีกฝ่ายอยู่ แต่สำหรับภาพถ่ายของ แองเนส และ ฟอร์เรสต์ ถูกนิยามว่าเป็น “Drag Boyfriend To” หรือ ลากแฟนไปด้วยกัน ฝ่ายหญิงทั้งจิกศีรษะ เกี่ยวจมูก หรือดึงหูของฝ่ายไปตามสถานที่ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายของทั้งคู่สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่าง นับว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์และความสนุกสนานกับการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ของทั้งสอง หลายคนต่างอวยพรให้ทั้งคู่มีความรักที่ไม่มีสีสันแบบในรูปภาพไปโดยตลอด แม้จะดูเหมือนว่า ฝ่ายสามีจะดูเกรงกลัวและต้องถูกกระทำจากฝ่ายภรรยาอยู่ไม่น้อย

ที่มา:hot news

หนุ่มอังกฤษยังกล้า! ขอถ่ายรูปคู่สลัดอากาศ แม้ตกเป็นตัวประกันหลังเครื่องบินถูกจี้ โวเป็นรูปเซลฟี่ดีที

หนุ่มอังกฤษยังกล้า! ขอถ่ายรูปคู่สลัดอากาศ แม้ตกเป็นตัวประกันหลังเครื่องบินถูกจี้ โวเป็นรูปเซลฟี่ดีที

หนุ่มอังกฤษยังกล้า! ขอถ่ายรูปคู่สลัดอากาศ แม้ตกเป็นตัวประกันหลังเครื่องบินถูกจี้ โวเป็นรูปเซลฟี่ดีที

เบน อินน์ส หนุ่มอังกฤษ วัย 26 ปี ทำใจกล้าขอถ่ายรูปเซลฟี่คู่สลัดอากาศ หลังจากเขาเป็น 1 ในผู้โดยสาร 3 คนและลูกเรือ 4 คน ที่ถูกนายเซอิฟ เอลดิน มุสตาฟา สลัดอากาศชาวอียิปต์กักไว้เป็นตัวประกัน ในเหตุการณ์จี้เครื่องบินโดยสารเที่ยวบินเอ็มเอส 181 ของสายการบินอียิปต์แอร์ ซึ่งเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ บินเส้นทางเมืองอเล็กซานเดรีย-กรุงไคโร แต่ถูกบังคับให้ต้องไปลงจอดที่สนามลาร์นากา ในประเทศไซปรัส เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา

ก่อนที่เหตุการณ์จะยุติลงโดยไม่มีใครเป็นอันตรายใดๆ หลังจากคนร้ายที่ขู่ว่ามีระเบิดจะยอมปล่อยตัวผู้โดยสารและลูกเรือส่วนใหญ่ออกมาจากเครื่องบินไปก่อน เหลือไว้แต่ตัวประกันจำนวนข้างต้นขณะต่อรองกับเจ้าหน้าที่ แต่ในท้ายที่สุดคนร้ายได้ยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่แต่โดยดี

โดยรูปที่ อินน์ส ผู้ตรวจสอบด้านความปลอดภัยและสาธารณสุขชาวเมืองลีดส์ ได้โพสต์ลงในโลกออนไลน์ เผยให้เห็นเขายืนฉีกยิ้มถ่ายรูปคู่กับคนร้ายอยู่หน้าประตูเครื่องบิน ที่ยังเผยให้เห็นเข็มขัดระเบิดของคนร้ายคาดอยู่ที่เอว ซึ่งพบในภายหลังว่าเป็นระเบิดปลอม

อินน์ส เปิดใจกับหนังสือพิมพ์เดอะ ซัน ถึงสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในห้วงเวลานั้นว่า เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงทำอย่างนั้น แค่ตนเองไม่ได้คิดอะไรมากขณะพยายามจะทำให้ร่าเริงเข้าไว้ในขณะเผชิญกับความเคราะห์ร้าย ตนแค่คิดว่าถ้าเป็นระเบิดจริง ก็ไม่มีอะไรจะต้องเสีย ก็เลยขอเข้าไปดูใกล้ๆ ซึ่งยังสงสัยว่าเป็นระเบิดจริงหรือไม่

จังหวะนั้นก็ได้ให้ลูกเรือคนหนึ่งช่วยเป็นล่าม เพื่อให้ถามคนร้ายว่าตนขอถ่ายเซลฟี่ด้วยได้ไหม ซึ่งคนร้ายก็แค่ยักไหล่เชิงตกลง ตนก็เลยเข้าไปยืนข้างๆ แล้วก็ยิ้มแล้วให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินถ่ายรูปให้ นี่ถือเป็น “รูปเซลฟี่ที่ดีที่สุดที่เคยถ่ายมาเลย”

ข่าวระบุว่า ภาพถ่ายของอินน์สที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางโดยใช้คำว่าเป็นรูป “เซลฟี่” นั้น แต่แม่ของอินน์สแย้งว่า ชัดเจนเลยว่าลูกชายของตนไม่ได้เป็นคนถ่ายรูปนี้เอง เขาอยู่ในรูปจริง แต่ไม่ได้เป็นคนถ่าย

‘แม้ว’ อวดรูปผ่านไอจี พักผ่อนน้ำตก ‘ไนแองการ่า’ หลังถกร่วมมะกัน

“ทักษิณ” โพสต์รูปผ่านไอจี โชว์ภาพพักผ่อนน้ำตก “ไนแองการ่า” หลังเสร็จภารกิจประชุมร่วมสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ถกเลือกประธานาธิบดี พร้อมจ้อเฟซไทม์กับหลานสาว

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพผ่านแอพพลิเคชั่น “อินสตาแกรม” ส่วนตัว เป็นภาพการพักผ่อน ที่น้ำตกไนแองการา ซึ่งอยู่พื้นที่รอยต่อระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศแคนาดา พร้อมข้อความประกอบภาพ ที่ระบุว่า “มาพักผ่อนที่ Niagara Falls Canada หลังเสร็จการประชุมนโยบาย ด้านความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐฯ ฝ่าย think-tank ของพรรคการเมืองสหรัฐและถกเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขา”

ขณะที่ นางพินทองทา คุณากรวงศ์ บุตรสาวนายทักษิณ ได้โพสต์ภาพลงอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นภาพ นายทักษิณ ยืนชื่มชมน้ำตกควบคู่กับภาพที่นายทักษิณพูดคุย ผ่านโปรแกรมเฟซไทม์กับหลานๆ พร้อมข้อความระบุว่า “คุณตาส่งรูปมาให้ดูว่าไปน้ำตกไนแองการ่าที่แคนาดา หลังเสร็จประชุม 2 สาวเลยเฟสไทม์ไปหา คิดถึงคุณตามากค่ะ”

เมื่อ Find my iPhone ถูกใช้ในภารกิจตามหาคนถูกลักพาตัวในอเมริกา

เมื่อ Find my iPhone ถูกใช้ในภารกิจตามหาคนถูกลักพาตัวในอเมริกา
ข่าวนี้เป็นข่าวเล็กๆ ที่ NBC News หยิบมารายงาน ด้วยความสามารถของแอป Find my iPhone ช่วยให้ตำรวจติดตามคนร้ายลักพาตัวจนปิดคดีได้สำเร็จ

เรื่องของเรื่องคือ แม่ของเด็กวัยรุ่นที่เป็นเหยื่อในคดีนี้ ได้รับข้อความขอความช่วยเหลือจากลูกสาว โชคดีที่เป็นคุณแม่สมัยใหม่ มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี เธอก็เลยจัดการใช้iCloud และ Find my iPhone เพื่อติดตามตำแหน่งที่ลูกสาวอยู่

friend

ตัดภาพไปที่ตอนตำรวจตามจนพบคนร้ายที่ลานจอดรถในร้าน McDonald ในเพนซิลเวเนีย ห่างจากบ้านของเหยื่อถึง 150 ไมล์ โดยคนร้ายคือแฟนเก่าของเด็กสาวที่ถูกลักพาตัวนั่นเอง และถ้าไม่มีแอปพลิเคชั่นสารพัดประโยชน์นี้ ก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมของเหยื่อจะเป็นอย่างไร เพราะจากภาพที่ได้เห็นตอนเข้าจับกุม เธอถูกมัดมือมัดเท้าและปิดปากด้วยเทปกาว

ตำรวจบอกว่า คนร้ายกำลังจะออกจากเพนซิลเวเนียได้ในอีกไม่ช้า ถ้าไปไม่ทันก็อาจตามตัวได้ยากกว่านี้

ถ้าจะนับจริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Find my iPhone ถูกนำมาใช้ในการหยุดยั้งอาชญากรรม นับตั้งแต่มันถูกเปิดให้ใช้ฟรีในเดือนตุลาคม ปี 2011 ตำรวจในหลายๆ รัฐทั่วอเมริกาใช้มันในการติดตามคนร้ายในคดีใหญ่ๆ รวมไปถึงการจับกุมคนร้ายในคดีปล้นและลักทรัพย์ที่มี iMac เป็นของกลางหลายๆ คดี

ที่มา : Techinsider